วัดบางกะจะ อำเภอพระนครศรีอยุธยา
วัดบางกะจะ ชาวบ้านมักเรียกว่า “วัดใหม่บางกะจะ” สร้างขึ้นพ.ศ. ๒๒๐๐ และได้รับวิสุงคามสีมา ประมาณ พ.ศ. ๒๒๑๐ ตั้งอยู่เลขที่ ๓๖/๔ บ้านบางกะจะ หมู่ที่ ๔ ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยาสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ตั้งทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก
วัดวงษ์ฆ้อง
ตั้งอยู่ใกล้บริเวณสี่แยกตลาดหัวรอ เส้นทางไปเพนียดคล้องช้างเป็นวัดเก่าแก่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีโบราณสถานเจดีย์เก่าแก่ศิลปะสมัยอยุธยาทรงระฆังคว่ำ ๓ องค์ หน้าบันอุโบสถเป็นรูปลายปูนปั้นอย่างสวยงาม รูปหล่อเจ้าคุณพระพุทธวิหารโสภณ (หลวงปู่อ่ำ) ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชางอยุธยาท่านมรณะภาพในสภาพนั่งสมาธิในกุฏิ ปี พ.ศ.๒๔๘๘
วัดเกตุ อำเภอพระนครศรีอยุธยา
วัดเกตุ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง บริเวณที่เรียกว่า "ทุ้งมะขามหย่อง" ติดกับพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฎชัด มีประวัติเพียงว่า วัดเกตุสร้างขึ้นนับเป็นวัดเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๙ บริเวณวัดนั้นมีคำเล่าลือว่า เป็นสถานที่ตั้งธงรบของกองทัพกรุงศรีอยุธยา ต่อมาสร้างขึ้นเป็นวัด และตั้งชื่อวัดว่า "วัดเกตุ"
วัดธรรมาราม อำเภอพระนครศรีอยุธยา
วัดธรรมาราม อำเภอพระนครศรีอยุธยาสังฆสัมพันธ์อยุธยา-ศรีลังกาฟื้นฟูศรัทธาพระพุทธศานา ธรรมา-ธรรมชาติ ร่มรื่นใจ เป็นพระอารามหลวงฝ่ายอรัญวาสี ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกตรงข้ามกับเจดีย์ศรีสุริโยทัย ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา พระพุทธศาสนาในประเทศสิงหลหรือศรีลังกาใกล้ถึงแก่กาลอวสาน ไร้ซึ่งพระภิกษุสงฆ์คงมีแต่ "สามเณรสรณังกร" เพียงรูปเดียว
วัดภูเขาทอง
วัดภูเขาทอง อยู่ในทุ่งฝั่งตะวันตก ทุ่งภูเขาทองในตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนคร ศรีอยุธยา ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร วัดนี้ปรากฏตามประวัติว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. 1930 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2112 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาได้ในรัชกาลสมเด็จ พระมหินทราธิราช จึงได้สร้างพระเจดีย์ใหญ่แบบมอญขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ที่วัดนี้ และให้เรียก พระเจดีย์นั้นว่าภูเขาทอง เป็นเหตุใหญ่ชาวบ้านพากันเรียกวัดนั้นวัดภูเขาทอง ต่อมาพระ เจดีย์ภูเขาทองนี้หักพังลง ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมโกศเมื่อ พ.ศ. 2287 จึงโปรดให้ ปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ใหม่ เปลี่ยนรูปพระเจดีย์แบบมอญเป็นรูปพระเจดีย์ไทย เพราะฉนั้น ในเวลานี้จึงปรากฏว่าฝีมือช่างของมอญที่สร้างไว้แต่แต่เดิมยังคงเหลืออยู่แต่เพียงฐานทักษิณ เท่านั้น ส่วนบนขึ้นไปเป็นพระเจดีย์แบบไทยทำเป็นรูปย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง
วัดพนัญเชิงวรวิหาร
วัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีมาแต่โบราณก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฎหลักฐาน แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้างและพระ ราชทานนามว่า "วัดเจ้าพระนางเชิง"
วัดใหญ่ชัยมงคล หรือ วัดเจ้าพระยาไท
วัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อวัดป่าแก้ว หรือ วัดเจ้าไท ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะพระนคร จุดเด่นของวัดได้แก่เจดีย์องค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่า ได้รับการปฏิสังขรขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ภายในได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่ ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด นอกจากนี้แล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปีพ.ศ. 2544 อีกด้วย
วัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา
ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา ริมถนนสายประตูชัย-แยกป่าโมก ทางทิศเหนือของเกาะเมือง สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยใช้เป็นที่สำหรับลงเครื่องพิชัยสงคราม ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา
วัดพระญาติการาม อำเภอพระนครศรีอยุธยา
พระญาติการาม หรือที่ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกกันว่า "วัดพระญาติ" ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕ ต.ไผ่ลิง ห่างจากแยกวัดพระญาติไปทางทิศเหนือประมาณ ๒๐๐ เมตร สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ปัจจุบันมีพระครูสังฆรักษ์เป็นเจ้าอาวาส สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคลของวัดนี้คือพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ
วัดประดู่ทรงธรรม
สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตั้งอยู่ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมือง บริเวณกลุ่มวัดในเขตอโยธยาเดินทางโดยรถยนต์ตามเส้นทางถนนจากวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้มไปทางทิศเหนือวัดประดู่ทรงธรรมถูกกล่าวถึงในพระราชพงศาวดาร ในคราวที่พระภิกษุสงฆ์ของวัดประดู่แปดรูป
วัดกลางปากกราน
วัดกลางปากกราน หรือที่ชาวบ้านเรียกอีกนามหนึ่งว่า "วัดกลางคลองตะเคียน" เป็นวัดสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มมีปูชนียวัตถุสำคัญที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน
วัดนางกุย
เป็นวัดที่ให้ทั้งความรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรมเป็นผลงานชิ้นเอกที่บรรพบุรุษได้ทิ้งไว้ให้ลูกหลานได้ชื่นชมวัดนี้คือวัดนางกุย วัดนางกุยเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองด้านใต้ ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตั้งอยู่เลขที่ 30 หมู่ 5 ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นปี พ.ศ. 2130 ผู้สร้างชื่อ “นางกุย” เป็นผู้ที่มีทรัพย์สินเงินทอง
วัดตะโก - อำเภอภาชี
วัดตะโกอำเภอภาชีตั้งอยู่เลขที่ ๓ หมู่ ๒ ณ บ้านตะโก ตำบลดอนหญ้านางอำเภอภาชี สังกัดวัดมหานิกายมีเนื้อที่ประมาณ ๗ ไร้เศษ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบส่วนบริเวณรอบนอกจะมีหมู่บ้านและท้องทุ่งอยู่โดยรอบ ภายในวัด ประกอบด้วยอุโบสถหลังเก่าและอุโบสถหลังใหม่อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง
วัดไก่ อำเภอบางปะหัน
ตั้งอยู่ในเขตอำเภอบางปะหัน ริมถนนสายเอเชียระหว่างอยุธยา-อ่างทอง เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. ๒๓๒๕สภาพแวดล้อมของวัดเดิมเป็นป่าใหญ่เป็นที่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่ซึ่งในปัจจุบันมีฝูงลิงป่าอาศัยอยู่ในเขตวัดเป็นจำนวนมาก
วัดอโยธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วัดอโยธยา ปัจจุบันเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาปรากฎในพงศาวดารเหนือว่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นบนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นพระราชวังของเมืองอโยธยา เรียกว่า"วัดเดิม" มีฐานะเป็นพระอารามหลวง และเป็นวัดอยู่ในพระราชวังเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์
พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย
พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย เป็นพระอนุสาวรีย์ประดิษฐานพระรูปสมเด็จพระสุริโยทัย วีรสตรีไทยสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ที่บริเวณทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ประมาณ 250 ไร่
วัดเชิงท่า
มีเรื่องเล่ากันว่ามีเศรษฐีคนหนึ่งมีบุตรสาวสวยได้หนีตามชายหนุ่มไป ฝ่ายเศรษฐีคอยบุตรสาวจึงสร้างเรือนหอไว้คอย แต่บุตรสาวก็ไม่กลับมา จึงได้ยกเรือนหอให้กับวัดเรียกว่า "วัดคอยท่า" เจ้าพระยาโกษาปานได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้เปลี่ยนชื่อเป็นวัด "โกษาวาส" จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์จึงเปลี่ยนชื่อเป็น"วัดเชิงท่า"
วัดแม่นางปลื้ม
วัดแม่นางปลื้มภายในวัดมีเจดีย์ทรงระฆังที่สร้างเป็นประธาน สร้างอยู่บนฐานสูง ฐานล่างมีสิงห์ปูนปั้นล้อมรอบลักษณะเป็นฐานบัวประดับด้วยลวดบัวลูกฟัก ลายบัวแบบนี้สืบทอดมาจากศิลปะเขมร - ลพบุรี
วัดไก่เตี้ย
วัดไก่เตี้ยวัดไก่เตี้ย ได้สร้างขึ้นเมื่อสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ตามประวัติหรือตามคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่า ๆ บอกว่าเมื่อครั้งสมัยพระเจ้าเอกาทศรถให้ขุดลัดแม่น้ำอ้อม ตั้งแต่ปากคลองบ้านพร้าวผ่านหน้าวัดไก่เตี้ย ในระหว่างที่ทำการขุดคลองลัดอยู่นั้น วัดไก่เตี้ยนี้ได้สร้างมาก่อนแล้ว
วัดไผ่ล้อม
วัดไผ่ล้อม ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลสะพานไทย อำเภอบางบาล บริเวณวัดล้อมรอบไปด้วยก่อไผ่ จึงได้ชื่อว่า วัดไผ่ล้อม ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๓๕ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๘๕ ซึ่งเจ้าคณะปกครองฝ่ายสงฆ์ได้ปกครองดูแลมาโดยตลอด เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมองค์แรกไม่ปรากฏหลักฐาน
วัดกล้วย
วัดกล้วย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาประมาณ พ.ศ. ๒๒๐๐ (ยุคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑) ติดกับแม่น้ำป่าสัก
วัดกลางคลองสระบัว
คลองสระบัว ซึ่งถือได้ว่าเป็นคลองประวัติศาสตร์ อันสืบเนื่องมาแต่เมื่อครั้งพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต เมื่อมาถึงในกาลสมัยประมาณปี พ.ศ. ๒๓๐๙ กรุงศรีอยุธยาราชธานีเก่าถูกทำลายโดยน้ำมือของพม่า เมืองทั้งเมืองตลอดจนวัดวาอาราม บ้านเรือนตกอยู่ในกองเพลิงทั้งสิ้น
วัดกษัตราธิราชวรวิหาร
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยานอกเกาะเมืองทางด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามกับวังหลังหรือวังสวนหลวง เดิมชื่อ "วัดกษัตรา" หรือ "วัดกษัตราราม" เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีพระปรางค์เป็นประธานของวัด ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์กรมพระราชวัง และกรมขุนอิศรานุรักษ์ (เกศ) ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั้ง พระอาราม วัดกษัตราเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดกษัตราธิราช"
วัดตึก
วัดตึกเป็นวัดราษฎร์ตั้งอยู่ริมถนนอู่ทองห่างจากตลาดหัวแหลมประมาณ ๔๐๐ เมตร ห่างจากอนุสรณ์สถานปรีดีพนมยงค์ ประมาณ ๒๐๐ เมตร เดิมเป็นพระตำหนักของสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ(ยังมีปรากฎอยู่) เมื่อเสด็จไปประทับ ณ วังจันทร์เกษม (วังหน้า) จึงสถาปนาตำหนักเดิมเป็นพุทธาวาส ประทานนามว่า “วัดตึก” พระตำหนักเดิมเป็นศาลาการเปรียญ และมีพระบรมรูปพระเจ้าเสือประดิษฐานอยู่
วัดท่าการ้อง
ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้าน-ป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาวัดแห่งนี้เป็น วัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางชุมชนอิสลาม 2 หมู่บ้านคือ บ้านท่า กับ บ้านการ้อง ดั่งเช่นกับ วัดตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี อันเป็นวัดพุทธศาสนาที่อยู่ ท่ามกลางชุมชนมุสลิมล้อมรอบทั้งตำบล มีชาวพุทธอาศัยอยู่เพียง 8 หลังคาเรือน หรือเพียง 8 ครอบครัวเท่านั้น ในอดีตใช้สำหรับเป็นที่ประหารเชื้อพระวงศ์
วัดปราสาทนครหลวง
ปัจจุบัน ร่มรื่น สะอาดและสวยงาม ชัยภูมิตั้งริมแม่น้ำป่าสัก เป็นเส้นทางเสด็จชลมารคและสถลมารค พระมหากษัตริย์ทุกองค์ เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรีในครั้งกรุงศรีอยุธยา วัดนครหลวงเป็นที่ตั้งโบราณสถาน มีศาสนสถาน "ปราสาทนครหลวง" ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน"พระพุทธบาทสี่รอย"
วัดป้อมรามัญ
วัดป้อมรามัญ ต.สวนพริก อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นที่ตั้งค่ายของชาวมอญ ตั้งแต่ค่ายโพธิ์สามต้นเรื่อยมาก่อนถึงเพนียดคล้องช้าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชน ซึ่งมีอาชีพดั้งเดิมคือปั้นอิฐ ปั้นหม้อ กระเบื้องหลังคม
วัดป่าโค
วัดป่าโค สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่สมัยอยุธยาประมาณ พ.ศ. ๒๑๐๐ ครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย วัดนี้ได้รับความกระทบกระเทือนจากการที่ข้าศึกรุกราน ต่อมาได้มีการบูรณปฎิสังขรณ์จากชาวบ้านและพระสงฆ์ตามสมควร
วัดพนมยงค์
วัดพนมยงค์ เดิมชื่อว่า วัดแม่นมโยง เป็นนามของแม่นมของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของกรุงเก่า ริมคลองเมือง เยื้องหน้าโรงเรียนประตูชัย ตำบลท่าวาสุกรี เดิมเป็นสวนหลวงของแม่นมยงค์ ซึ่งท่านเป็นคนดีซื่อสัตย์ เป็นที่โปรดปรานของพระมหากษัตริย์สมัยนั้น
วัดพระขาว
วัดพระขาว อำเภอบางบาล สร้างขึ้นเมื่อครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลพระขาว อำเภอบางบาล ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือประมาณ ๗ กิโลเมตร วัดพระขาวได้ชื่อมาจากองค์พระพุทธรูปปั้นสีขาว องค์ประธาน ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ ศอกความสูง ๕ ศอก ที่ชาวบ้านมัก
วัดพุทไธศวรรย์
วัดพุทไธศวรรย์ อำเภอพระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่ตรงข้ามเกาะเมืองริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้ เดินทางโดยรถยนต์ผ่านวัดไชยวัฒนารามทางทิศตะวันตกอ้อมลงมาทางทิศใต้ จะสังเกตเห็นพระปรางค์สีขาวโดดเด่น วัดพุทไธศวรรย์ สร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาในปี ๑๘๗๖ ตรงบริเวณที่ประทับของพระเจ้าอู่ทองหรือที่เรียกว่า "เวียงเหล็ก" สิ่งศักดิ์สิทธิ์และมหามงคล คือองค์พระประธานของวัดที่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า "หลวงพ่อดำ" นอกจากนี้ยังมีกุฏิสมัยอยุธยาตอนปลายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
วัดราชประดิษฐาน
วัดราชประดิษฐาน อยู่ริมคลองประข้าวเปลือก ฝั่งตะวันตก ถนนอู่ทอง ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา
วัดศาลาปูนวรวิหาร
วัดศาลาปูนวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา ริมถนนสายประตูชัย-แยกป่าโมก ริมคูเมืองแม่น้ำลพบุรีเดิมทางทิศเหนือของเกาะเมือง มีฐานะเป็นอารามหลวงสร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๕ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคลที่สำคัญภายในวัดศาลาปูน คือพระพุทธรูปสำริดสมัยอยุธยา "หลวงพ่อแขนลาย"
วัดสมณโกศฐาราม
วัดสมณโกฏฐาราม อำเภอพระนครศรีอยุธยาเป็นวัดโบราณเชื่อว่ามีมาก่อนการตั้งกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ในเขตเมืองอโยธยา ทางทิศตะวันออกของเกาะเมือง ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่โดยเจ้าพระยาโกษาเหล็กและโกษาปาน วัดนี้สมเด็จพระนารายณ์ได้เสด็จมาพระราชทานเพลิงศพเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นพระนมของพระองค์ และเป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษาธิบดีทั้งสอง
วัดสว่างอารมณ์
วัดสว่างอารมณ์ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๑๕ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๐ ซึ่งนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๒๓๕ ปี มีถาวรวัตถุเก่าแก่อยู่หลายอย่าง
วัดสะแก
วัดสะแก อำเภออุทัยหลวงพ่อพรหมปัญโญ (หลวงปู่ดู่) วัดสะแก เป็นที่รู้จักเลื่องลือในความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องรางของขลัง เมตตามหานิยม ประวัติของท่านเล่ากันว่าท่านอุปสมบทโดยมีหลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติการามเป็นพระอุปัชฌาย์ท่านเคยธุดงค์รุกขมูลไปตามแถบป่าจังหวัดกาญจนบุรี,สุพรรณบุรี
วัดสําเภาล่ม
วัดสำเภาล่ม (ทำใหม่) ตั้งอยู่ที่บ้านสำเภาล่ม พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่ม หน้าวัดเป็นทุ่งนากว้าง ด้านหลังติดริมคลองตะเคียน
วัดสามวิหาร
วัดสามวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่เลขที่ ญ.๕๖ หมู่ที่ ๔ บ้านคลองบางขวด ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยาสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ด้านหน้าวัดอยู่ทางทิศตะวันตก มีคลองบางขวดกั้นและมีสะพานข้ามไปมาสะดวก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หรืออาจก่อนนั้น ประมาณ พ.ศ. ๑๙๒๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.๑๙๓๐ เดิมชื่อว่า “วัดสามพิหาร”
วัดสุวรรณดารารามราชวิหาร
วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ตำบลหอรัตนไชย เดิมชื่อ "วัดทอง" สมเด็จพระปฐมบรมชนกแห่งราชวงศ์จักรีทรงสร้างขึ้นครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ถูกเผาทำลายภายหลังการเสียกรุงในปี ๒๓๑๐ รัชกาลที่ ๑ จึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั้งพระอารามโปรดให้ช่างเขียนภาพเทพชุมนุม เขาพระสุเมรุ ไว้ที่ผนังพระอุโบสถตอนบน
วัดหน้าพระเมรุ
วัดหน้าพระเมรุ อำเภอพระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่ริมคลองสระบัวตรงข้ามกับพระราชวังหลวงชื่อเดิมว่า "วัดหน้าพระเมรุราชิการาม" สร้างขึ้นในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา เป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกทำลายในคราวเสียกรุงฯ ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบอยุธยาแท้ หน้าบรรณแกะสลักไม้เป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ พร้อมด้วยหมู่เทพพนม ๒๖ องค์
วัดอโยธยาศรีรามเทพนคร
วัดอโยธยาศรีรามเทพนครตำนานกล่าวว่า วัดนี้สร้างมาแล้วตั้งแต่ก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นวัดประจำ พระราชวังของ "เมืองอโยธยา"
วัดอินกัลยา
วัดอินกัลยาสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง สมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช ประมาณปี พ.ศ. ๒๒๐๗ โดยพระสนมชื่อ ท้าวทิพย์ภวดี ตอนแรกสร้างนั้นมีเนื้อที่กว้างใหญ่มากถึง ๘๗ ไร่ แต่ชื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน
วัดอินทาราม
วัดอินทาราม อำเภอพระนครศรีอยุธยา วัดนี้เป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานทางเอกสาร หรือตำนานใดๆ ว่าใครเป็นผู้สร้าง และสร้างขึ้นเมื่อในรัชสมัยใด ดังนั้นข้อสันนิษฐานทั้งหมดจึงจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานทางปูชนียสถานโบราณวัตถุ และภูมิสถานที่ของวัดมี นั้นคือ ซากวิหารเก่า พระพุทธรูป พร้อมทั้งขนาดของอิฐที่ค้นพบเป็นประติมากรรมสมัยอยุธยายุคที่ ๓
วัดศรีโพธิ์
วัดศรีโพธิ์ (ใหม่ศรีโพธิ์) อำเภอพระนครศรีอยุธยาวัดใหม่ศรีโพธิ์ เป็นวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีอาณาเขตติดต่อกับวัดพรหมกัลยาราม (วัดใหม่) ซึ่งวัดใหม่นี้มีหลักฐานแผ่นศิลาจารึกหน้าอุโบสถว่า ท้าวพรหมกันดาน เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๒๒๙๒ ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมโกศเข้าใจว่าวัดศรีโพธิ์คงจะสร้างในยุคสมัยเดียวกัน
วัดพระศรีสรรเพชญ์
ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระมงคลบพิตร เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ในพระราชวังหลวงเทียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งกรุงเทพมหานครหรือวัดมหาธาตุแห่งกรุงสุโขทัย ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างพระราชมณเฑียรเป็นที่ประทับที่บริเวณนี้ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงย้ายพระราชวังขึ้นไปทางเหนือและอุทิศที่ดินเดิมให้สร้างวัดขึ้นภายในเขตพระราชวังและโปรดเกล้าฯให้สร้างเขตพุทธาวาสขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับประกอบพิธีสำคัญต่างๆ จึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา
ปางช้างอยุธยา แล เพนียด
อยู่ติดกับคุ้มขุนแผนมีบริการขี่ช้างทุกวัน ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00-17.00น. ราคาประมาณ 100-500 บาทขึ้นอยู่กับระยะเวลา
พระราชวังหลวง
พระราชวังหลวง ที่ปรากฎในพระนครศรีอยุธยาปัจจุบันนี้ คงเหลือแต่ฐานอาคารให้เห็นเท่านั้น สันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างพระราชวัง ตั้งแต่เมื่อครั้งประทับอยู่ที่เวียงเล็ก เมื่อ พ.ศ. 1890 และเมื่อสร้างพระราชวังเสร็จใน พ.ศ. 1893 จึงย้ายมาประทับที่พระ ราชวังใหม่ริมหนองโสน ปราสาทในครั้งแรกนี้สร้างด้วยไม้ อยู่ในบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 1991 สมเด็จ พระบรมไตรโลกนารถทรงถวายปราสาทเดิมเป็นวัดในเขตพระราชวัง แล้วทรงสร้างปราสาทใหม่เลื่อนไปทางเหนือชิดริมน้ำครับ
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
โครงการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ก่อสร้างบริเวณทุ่งภูเขาทอง ในเนื้อที่ 543 ไร่ ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือตา มถนนสายอยุธยา-ป่าโมก-อ่างทอง เพียง 3 กิโลเมตร
วัดพระราม, อยุธยา
วัดนี้มีบึงขนาดใหญ่อยู่หน้าวัด เดิมเรียกว่า “หนองโสน” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “บึงพระราม” ปัจจุบันคือ “สวนสาธารณะบึงพระราม” ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และสำหรับนักท่องเที่ยว ที่มาเยือน เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท
เจดีย์พระศรีสุริโยทัย
อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก อยู่ติดกับสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๓ ถนนอู่ทอง
วัดมหาธาตุ
ในพระราชพงศาวดารบางฉบับเชื่อว่าสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 1927 สมเด็จพระราเมศวรได้ทรงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัด พระปรางค์วัดมหาธาตุนั้นสร้างขึ้นโดยได้รับอิทธิพลจากขอม โดยชั้นล่างก่อสร้างด้วยศิลาแลงแบบสถาปัตยกรรมขอม ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงโปรดเกล้าให้บูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์ประธานขึ้นใหม่ให้สูงกว่าเดิม แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ในปัจจุบันนี้ยอดพระปรางค์ได้พังทลายลงจนเหลือแต่ชั้นมุขเท่านั้น
วัดราชบูรณะ
โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 1967 ณ บริเวณที่ถวายพระเพลิงเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาซึ่งชนช้างกันจนถึงแก่พิราลัยและโปรดเกล้าฯให้ก่อเจดีย์ 2 องค์บริเวณนั้น ซากที่เหลืออยู่แสดงว่าวิหารและส่วนต่างๆ ของวัดนี้ใหญ่โตมาก พระปรางค์เป็นศิลปะอยุธยาสมัยแรกซึ่งนิยมสร้างตามแบบขอมที่ให้พระปรางค์เป็นประธานของวัด พรปรางค์องค์นี้มีลวดลายสวยงามมาก ภายในกรุปรางค์มีภาพเขียนด้วยสีแดงชาดปิดทองเป็นรูปพระพุทธรูปปางลีลาและปางสมาธิ รวมทั้งรูปเทวดาและรูปดอกไม้ เมื่อกรมศิลปากรขุดแต่งพระปรางค์วัดราชบูรณะ ได้ขุดกรุนโบราณวัตถุที่มีค่าไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ซึ่งสร้างโดยเงินบริจาคจากการนำพระพิมพ์ขนาดเล็กที่ได้จากกรุนี้มาจำหน่ายเป็นของชำร่วย เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท หมายเหตุ ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30น.- 21.00น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน
วัดเสนาสนราม
เดิมชื่อ "วัดเสื่อ" สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ใกล้ตลาดหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา "วัดเสื่อ" ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรียุธยา จดในพระราชหัตถเลขาว่า ในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขณะดำรงตำแหน่งเป็นพระมหารอุปราช โปรดฯ ให้สร้างวังขึ้นเป็นที่ประทับในกรุงศรีอยุธยา คือ วังจันทรเกษม อาณาเขตทางด้านทิศใต้ของวังจันทรเกษมนี้ติดกับวัดเสื่อ ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ขยายอาณาเขตของวังจันทรเกษมนี้ออกไป และรวมเอาวัดเสื่ออยู่ในเขตวังจันทรเกษมด้วย จนกระทั่งเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 วัดเสื่อจึงได้ร้างไป เมื่อ พ.ศ. 2406 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้พระยาราชสงคราม (ทัด หงสกุล) เป็นแม่กองอำนวยการปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมพร้อมพระราชทานชื่อใหม่ว่า "วัดเสนาสนาราม" และโปรดฯ ให้สร้างพระอุโบสถ พระวิหาร 2 หลัง หมู่พระเจดีย์ และกุฎิสงฆ์ นับเป็นวัดคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกายแห่งแรกในภูมิภาค จนกระทั่งถึงสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรฌาณวโรรส เป็นสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ได้รับสั่งให้วัดเสนาสนารามเป็นวัดที่ทำพิธีแปลงนิกายจากมหานิกายเป็นธรรมยุตินิกาย โดยให้ทำพิธีสวดญัตติที่วัดเสนาสนารามแห่งนี้
วัดโลกยสุธา
วัดโลกยสุธาสร้างในสมัยกรุงอยุธยา ตั้งอยู่หลังพระราชวังโบราณ สิ่งสำคัญภายในวัด คือ พระพุทธรูปไสยาสน์ปูนปั้น และปรางค์ก่ออิฐฉาบปูน ลักษณะรูปแบบศิลปะน่าจะสร้างในสมัยอยุธยาตอนกลางและมีอายุมาถึงสมัยกรุงอยุธยาตอนปลาย
วัดไชยวัฒนาราม
สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๗๓ โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นบนที่ที่เป็นบ้านเดิมของพระองค์เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา แต่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือกรุงละแวก(พนมเปญ) โดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด
วัดกุฏีดาว
วัดกุฏีดาว ตั่งอยู่อยู่หน้าสถานีรถไฟ ฝั่งตะวันออก เป็นวัดเก่าแก่ ฝีมือการสร้างงดงามยิ่งเห็นได้จากซากอาคาร เสาบัวและยอดพระเจดีย์ที่หักโค่นลงมา แม้จะปรักหักพังไปหมดแล้วแต่ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามในอดีต ปัจจุบันเป็นวัดร้าง
วัดธรรมิกราช
วิหารหลวง เป็นวิหารใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า "วิหารเก้าห้อง" วัดธรรมิกราช ตั้งอยู่ด้านหน้าพระราชวังหลวง ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระยาธรรมิกราชโอรสของพระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง จึงสันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นก่อนที่จะสถาปนากรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมุขราช ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อตามผู้สร้างเป็นวัดธรรมิกราช ปัจจุบันมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ วิหารหลวง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดศิลปะอู่ทอง ปัจจุบันพระพุทธรูปนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา นอกจากนี้ยังมีเจดีย์ทรงระฆังค่ำ วิหารพระพุทธไสยาสน์เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 20-23 และพระอุโบสถสมัยรัตนโกสินทร์
วัดนิเวศธรรมประวัติ
วัดนิเวศธรรมประวัติ ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศใต้ คนละฝั่งกับพระราชวังบางปะอิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่ง เมื่อ พ.ศ. 2421 อาคารและการตกแต่งทำแบบโกธิค มีกระจกสีประดับอย่างสวยงาม
วัดชุมพลนิกายารามวรวิหาร
วัดชุมพลนิกายาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่หัวเกาะบางปะอิน ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาติดต่อกับเขตอุปจาระพระราชวังบางปะอิน มีอาณาเขตโดยยาวประมาณ ๔ เส้นเศษ ด้านเหนือกว้าง ๑ เส้นเศษ ด้านในยาวประมาณ ๔ เส้นเศษติกับพระราชวังบางปะอิน ด้านตะวันออกติดคลอง ด้านตะวันตกจรดลำน้ำเจ้าพระยาวัดชุมพลนิกายาราม สร้างโดยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๕ หรือพระเจ้าปราสาททอง
วัดบรมพุทธาราม
วัดบรมพุทธาราม อยู่ภายในบริเวณสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า “วัดกระเบื้องเคลือบ” เพราะแต่เดิมนั้นพระอุโบสถมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลืองแกมเขียว วัดนี้สมเด็จพระเพทราชาทรงสร้างขึ้นที่บริเวณพระนิเวศน์เดิม
คุมขุนแผน
เป็นตัวอย่างของหมู่เรือนไทยภาคกลาง ในรูปแบบเรือนคหบดีไทยสมัยโบราณ เดิมเป็นจวนสมุหเทศาภิบาล มณฑลกรุงเก่า
หมู่บ้านญี่ปุน
ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีชาวต่างประเทศเข้ามา ค้าขายเป็นจำนวนมาก ญี่ปุ่นเป็นชนชาติหนึ่งที่เดินทางเข้ามาในสมัยนั้น เมื่อทางการญี่ปุ่นอนุญาตให้ชาว ญี่ปุ่นค้าขายกับชาวต่างชาติได้โดยให้มีหัวหน้าปกครองในกลุ่มตน นับแต่นั้นมาชาวญี่ปุ่นก็เข้ามาอาศัยใน กรุงศรีอยุธยามากขึ้น หัวหน้าชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นคือ นากามาซา ยามาดาเป็นผู้มีอำนาจและเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จนได้รับแต่งตั้งเป็นออกญาเสนาภิมุขรับราชการต่อมาจนได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจนสิ้นชีวิต ปัจจุบันสมาคมไทย-ญี่ปุ่นได้จารึกเรื่องราวประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านญี่ปุ่นในสมัยกรุงศรี อยุธยามาจัดแสดงไว้ภายในหมู่บ้านญี่ปุ่น และปรับปรุงบริเวณหมู่บ้านให้เป็นอาคารผนวกของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา รวมทั้งจัดแสดงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ ความรู้แก่บุคคลทั่วไป
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดในจังหวัดอยุธยา และจัดแสดงศิลปวัตถุสมัยอยุธยาที่สำคัญ ๆ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2502 จากเงินที่ประชาชนขอเช่าพระพิมพ์จากกรมศิลปากรที่ขุดได้จากกรุวัดราชบูรณะ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,416,928 บาท เปิดให้เข้าชมเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2504 และโดยเหตุที่วัดราชบูรณะสร้างขึ้นในสมัยเจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงใช้พระนามของพระองค์เป็นชื่อพิพิธภัณฑ์ด้วย
วิหารพระมงคลบพิตร
วิหารพระมงคลบพิตร ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระมงคลบพิตร เป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์องค์ใหญ่องค์หนึ่งในประเทศไทย เดิมอยู่ทาง ทิศตะวันออกนอกพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดฯ ให้ย้ายมา ไว้ทางด้านตะวันตก ที่ซึ่งประดิษฐานอยู่ในปัจจุบันและโปรดฯ ให้ก่อมณฑปสวมไว้
พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง
417 ปีแห่งการเป็นราชธานีเก่าแก่ของสยามประเทศ ประกอบด้วย 5 ราชวงศ์คือ ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททองและ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีกษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น 33 พระองค์ โดยมีปฐมกษัตริย์คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พระนครศรีอยุธยาจึงนับเป็นราชธานีที่มีอายุยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย
พระราชวังจันทรเกษม หรือ วังหน้า
พระราชวังจันทรเกษม (วังหน้า) ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำป่าสัก (คลองคูขื่อหน้า) ทางด้านทิศเหนือมุมตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา ใกล้กับตลาดหัวรอ อำเภอ พระนครศรีอยุธยา ปรากฎในหลักฐานพงศาวดารสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา เมื่อ พ.ศ. 2120
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ หรือเรียกกันว่า สวนสมเด็จฯ ตั้งอยู่ถนนอู่ทอง ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเมือง เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ประกอบด้วยต้นไม้ต่างๆในวรรณคดี ศาลาไทย และโบราณสถาน นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาพื้นที่เป็นสวนป่าสมุนไพรอีกด้วยการเดินทาง หากมาจากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วให้ข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตรงไปจนสุดถนน พอถึงสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยาแล้ว จะเห็นสามแยกข้างหน้าให้เลี้ยวซ้ายตรงไปจนถึงสามแยกไฟแดงแล้วเลี้ยวขวาตรงไป ผ่านโรงพยาบาลจังหวัดไปไม่ไกลนักจะเห็นสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์อยู่ทางขวามือ
พระราชวังหลัง
เชื้อสายในปัจจุบันของกรมพระราชวังหลังคือราชสกุลเสนีวงศ์ ณ อยุธยา และปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ในปัจจุบันไม่มีพระราชวังหลังเพราะหลังจากที่กรมพระราชวังหลังทั้ง3องค์ได้สิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ได้มีการนำไปทำโรงพยาบาลศิรราชที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันค่ะ
วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร
วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร เป็นพระ อารามหลวงชั้นโท ได้รับอิสริยศักดิ์ของพระอาราม ในอันดับ "วรวิหาร" ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ ป่าสัก ห่างจากชายฝั่งประมาณ 200 เมตร ในท้องที่ หมู่บ้านเพนียด ตำบลสวนพริก อำเภอพระนคร ศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วัดพิชัยสงคราม
ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับ พันทจันทนุมาศ เจิม กล่าวถึงวดันี้สรุปความว่า ณ วัดเสาร์ขึ้น สี่คำ เดือนยี่ ปีจอ อัฐศก (จุลศักราช 1128 ตรงกับพุทธศักราช 2309 ) ขณะที่กองทัพพม่า ล้อมกรุงศรีอยุธย
วัดวิเวกวายุพัด
วัดวิเวกวายุพัด อำเภอบางปะอิน วัดแห่งปฐมกษัตริย์ วัดวิเวกวายุพัด เดิมชื่อวัดช่องลม ตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองจิก อำเภอบางปะอิน อยู่ห่างจากถนนสายเอเชีย ประมาณ ๔ กิโลเมตร (อยู่ตรงข้ามนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน)
วัดเชิงเลน
วัดเชิงเลน ตั้งอยู่บ้านราชคราม อำเภอบางไทร พื้นที่ตังวัดเป็นทีราบลุ่มอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา วัดเชิงเลน ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๗๐ แต่เดิมนั้นตังอยู่ที่ครองโรงช้าง มีชื่อว่า “วัดแก้วป่าใหญ่” หรือ “วัดสระแก้ว”
วัดใหม่ชุมพล
วัดใหม่ชุมพล สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าทรงธรรม เนื่องจากด้านหลังวัดติดกับแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นเส้นทางที่กระบวนเรือของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยาผ่านไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี
วัดโปรดสัตว์
วัดโปรดสัตว์ อำเภอบางปะอิน น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ พิชิตโรคภัย ตั้งอยู่ถนนสายบางไทร- อยุธยา เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เขตอำเภอบางปะอิน วัดโปรดสัตว์ สร้าง พ.ศ. ๑๘oo ระหว่างสมัยอโยธยา - กรุงศรีอยุธยา เป็นวัดที่สองหลังจากสร้างวัดพนัญเชิง มีเจดีย์ทรงบัวคว่ำบัวหงายเป็นหลักฐาน
วัดสะตือ
วัดสะตือ อำเภอท่าเรือ ถิ่นกำเนิดหลวงพ่อโต แดนตะโกดัดงาม เย็นสายน้ำนามป่าสัก วิวสวยนักเขื่อนพระราม ๖ วัดสะตือ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยสมเด็จพระพุทฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ราวปีพุทธศักราช ๒๔oo ซึ่งเป็นสถานที่คุณโยมมารดาของพระคุณเจ้าสมเด็จฯ เคยขึ้นจากเรือมาผูกอู่เปลเห่กล่อม ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ
วัดท่าซุงทักษิณาราม
วัดท่าซุงทักษิณาราม อยู่หมู่ที่ 6 ตำบล ไม้ตรา อำเภอบางไทร มีศิลปะโบราณ คือเจดีย์ ทรงเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง อายุประมาณ 200 ปี ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดท่าซุง เนื่องจากบริเวณดังกล่าว เป็นที่จอด พักของแพซุง เพื่อให้ด่านตรวจไม้ เพื่อตีตราไม้ ได้เปลี่ยนเป็น “ไม้ตรา” ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งของ อำเภอบางไทร
วัดสุวรรณเจดีย์
วัดสุวรรณเจดีย์ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๒ หมู่ ๓ ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดคณะสงฆ์มหา นิกาย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๒๖ ตามที่ได้เล่าสืบกันมาว่า ครั้งนั้นมีตา ยาย ๒ คน มีชื่อว่า นายช้าง นางเมือง มีอาชีพค้าขายทางเรือแร่ ได้มาพักค้างคืนที่ดินแห่งนี้ตอนกลางคืน ฝันว่ามีคนมาบอกให้ไปขุดเอาทรัพย์สินที่ฝังอยู่ใต้ ดินบริเวณนี้
วัดบางนมโค
วัดบางนมโค อำเภอเสนา วัตถุมงคลอันศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อปาน (โสนันโท) หรือพระครูวิหารกิจจานุการแห่งวัดบางนมโคอำเภอเสนา พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในความศักดิ์สิทธิ์ของ พระหลวงพ่อปาน พิมพ์ทรงครุฑผีเสื้อ, พิมพ์ทรงปลาจีน, พิมพ์ทรงนก, พิมพ์ทรงเม่น, พิมพ์ทรงหนุมานใหญ่, พิมพ์ทรงหนุมานเล็ก
วัดสุทธาวาส วิปัสสนา
วัดสุทธาวาส วิปัสสนา สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๕ โดยมี หลวงพ่อคล้าย ริเริ่มดำเนินการก่อสร้าง เดิมเรียกว่า "วัดตะพังโคลน"
วัดหน้าต่างนอก
วัดหน้าต่างนอกนี้ได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยาเมื่อประมาณปีพ.ศ.2300 ซึ่งหลวงปู่เณรเป็นผู้ดำเนินก่อสร้างขึ้นเหตุที่ชื่อวัดหน้าต่างนอกนั้น ก็มีเหตุอยู่สองประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรก กองทัพพม่าที่ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา ได้ตั้งค่ายใกล้กับสะพานสีกุก ทางกองทัพกรุงศรีอยุธยาก็ได้ให้ ทหารหน่วยสอดแนมสอดส่องดูว่า ข้าศึกจะขยับเขยื้อนไปทางไหน โดยให้ดูด้วยการเปิดหน้าต่าง หน้าต่างใน หมายถึง ใกล้ชายแม่น้ำน้อย